มลพิษทางอากาศ คือปัญหาใหญ่ที่เรามองไม่เห็น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะตระหนักและป้องกัน

5 กุมภาพันธ์ 2562

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ศ. นพ. ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศ คือปัญหาใหญ่ที่เรามองไม่เห็น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะตระหนักและป้องกัน


เนื่องจากจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา และตาก ประสบปัญหาหมอกควันเป็นประจำทุกปี โดยมีปัจจัยสำคัญคือ 1) การเผาในที่โล่งแจ้ง เช่น การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในที่ราบและที่ดอน การเผาขยะ การเผาพื้นที่ไร่หมุนเวียนในที่สูงเพื่อเตรียมการเพาะปลูก การเผาป่า เป็นต้น 2) สภาพภูมิประเทศ เช่น ตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ฯลฯ 3) สภาพภูมิอากาศและอุตุนิยมวิทยา และ 4) หมอกควันข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะมีการเผาป่าและเตรียมการเกษตรมากขึ้น ได้แก่ สาธารณรัฐเมียนม่าร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปัญหาหมอกควันดังกล่าวมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างมากและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดความสูญเสียต่อระบบนิเวศน์ทั้งทรัพยากรป่า ดิน น้ำ สัตว์ป่า รวมถึงระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค การท่องเที่ยวทุกรูปแบบทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ของประเทศที่ติดลบในสายตาของชาวโลก




PM 10 กับ PM 2.5 ต่างกันอย่างไร


ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยเฉพาะค่าฝุ่นควันและการแจ้งเตือนแก่ประชาชนของประเทศไทยซึ่งดำเนินการโดยกรมควบคุมมลพิษนั้น แม้จะได้รับการพัฒนามาโดยตลอดแต่ยังคงประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย โดยในปัจจุบันในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังใช้เฉพาะค่าฝุ่นควัน PM10 มาคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วฝุ่นควัน PM10 เป็นฝุ่นควันที่มีขนาดใหญ่ มักจะสูงขึ้นเป็นผลจากการก่อสร้าง การรื้ออาคาร การขุดเจาะบ่อหรือปรับพื้นดิน สร้างถนน ฝุ่นเหมือง เป็นต้น แต่ค่าฝุ่นควันที่แสดงถึงมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาในที่โล่งแจ้งได้ดีที่สุดคือค่าฝุ่นควัน PM2.5 ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฝุ่นควัน PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าสู่ถุงลมปอดรวมทั้งระบบไหลเวียนของโลหิตได้ง่ายและในปริมาณที่มากกว่าฝุ่นควัน PM10 จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะยาวรุนแรงกว่า PM10 เกือบ 2 เท่า ดังนั้นการใช้เฉพาะค่าฝุ่นควัน PM10 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชน จึงไม่สามารถสะท้อนระดับของมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งแจ้งได้ไวและดีเท่ากับค่าฝุ่นควัน PM2.5 ส่งผลให้หน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชน ประเมินความรุนแรงของปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งประเมินผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนต่ำกว่าความเป็นจริง

ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพได้อย่างไร



1. ผลกระทบต่อสุขภาพ “ระยะเฉียบพลัน”
ผลการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พบว่า ทุก ๆ 10 มคก./ลบม. ของค่าฝุ่นควัน PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่กำลังเจ็บป่วยนอนรับการรักษาในโรงพยาบาลเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และทำให้ประชาชนทั่วไปเสียชีวิตรายวันจากการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 0.4 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยขนาดใหญ่ทั่วโลก (อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4-0.8) นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าค่าฝุ่นควัน PM2.5 เฉลี่ยต่อวันสูงเกินค่ามาตรฐาน 25 มคก./ลบ.ม. ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด จะทำให้อัตราการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรงเฉียบพลันที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือนอนรับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30-40 ได้แก่ โรคอุบัติเหตุเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ปอดอักเสบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกำเริบ โรคหอบหืดกำเริบ เป็นต้น
2.ผลกระทบต่อสุขภาพ “ระยะยาว”
ผลการศึกษาพบว่าทุก ๆ 10 มคก./ลบม. ที่เพิ่มขึ้นของค่าฝุ่นควัน PM2.5 เฉลี่ยต่อปี ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 1.03 ปี มีอัตราการเสียชีวิตรายปีสูงขึ้นร้อยละ 4-6 เจ็บป่วยเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้นร้อยละ 8-14 และในปี ค.ศ. 2015 องค์การอนามัยโลกระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศสูงถึงร้อยละ 6.8-7.3 ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือราวกว่า 30,000 ราย ซึ่งภัยจากมลพิษทางอากาศนอกอาคารถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและความทุพพลภาพของมวลมนุษยชาติลำดับที่ 5 รองจากความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูง ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าหากประเทศไทยสามารถลดค่าฝุ่นควัน PM2.5 ลงได้ร้อยละ 20 จะทำให้อัตราการเสียชีวิตของประชาชนลดลงได้ถึงร้อยละ 22




ในอนาคต การตรวจวัดค่าฝุ่นควันในอากาศและการแจ้งเตือนแก่ประชาชนของประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาให้สามารถวัดค่า PM10 และ PM2.5 ได้ทุกสถานี และต้องกระจายให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเมืองและในชนบทรอบนอกด้วย แต่คงไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่ายเนื่องจากปัญหาหลายประการ ได้แก่
1.ขีดจำกัดด้านงบประมาณทำให้สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศส่วนใหญ่ในประเทศไทยสามารถตรวจวัดได้เฉพาะค่า PM10 แต่ไม่สามารถตรวจวัดค่า PM2.5 ได้ แม้ว่าในปัจจุบันหลายจังหวัดจะได้รับการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ตรวจวัดค่า PM2.5 ได้ แต่ยังจำกัดเฉพาะในอำเภอเมืองหรือในตัวเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งมีความเชื่อถือได้เฉพาะในพื้นที่แคบ ๆ โดยรอบสถานีตรวจวัดเท่านั้น ไม่สามารถสะท้อนคุณภาพอากาศของพื้นที่ไกลๆ หรือพื้นที่อำเภออื่น ๆ รอบนอก
2.การติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่สามารถวัดค่า PM10 และ PM2.5 ได้ให้ครบทุกจังหวัดตามแผนของกรมควบคุมมลพิษต้องใช้งบประมาณสูงเนื่องจากราคาต่อเครื่องประมาณหลายล้านบาท และต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปีจึงจะติดตั้งได้ครบทุกจังหวัด ซึ่งนอกจากจะไม่ทันต่อสถานการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นตลอดเวลาแล้ว ยังไม่สามารครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่นอกตัวเมืองใหญ่ได้ หากต้องการติดตั้งสถานีตรวจวัดดังกล่าวให้ครบทุกอำเภอในประเทศไทยในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันนี้อาจจะทำได้ยากมาก ไม่ต้องกล่าวถึงการติดตั้งให้ครบทุกตำบลซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
3.การแจ้งเตือนประชาชนเพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องตามสถานการณ์ของภาวะมลพิษทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันใช้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศในรอบ 24 ชั่วโมงเพียงวันละ 1 ครั้ง ไม่สามารถสะท้อนสภาพปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นปัจจุบันได้ ต้องมีการพัฒนาให้สามารถแจ้งเตือนแก่ประชาชนได้ตลอดเวลา




มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศติดตั้งในทุกตำบลในจังหวัดเชียงใหม่


จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีแผนที่จะดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ใช้เซนเซอร์ขนาดเล็กพัฒนาโดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสามารถตรวจวัดปริมาณฝุ่นควัน PM10, PM2.5 และ PM1.0 แบบวินาทีต่อวินาที (real time) ให้ครบ 205 ตำบลในจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะทำการติดตั้งที่องค์กรปกครองสวนท้องถิ่น แห่งละ 1 เครื่อง โดยทำการรวบรวมข้อมูลปริมาณฝุ่นควัน PM10, PM2.5 และ PM1.0 เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ พร้อมทั้งคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศจากจุดตรวจวัดดังกล่าวทุกตำบลในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งรายงานดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของชาวเชียงใหม่รายชั่วโมงจากจุดตรวจวัดทุกตำบลในจังหวัดเชียงใหม่ ทางเว็บไซต์และ Application ในโทรศัพท์มือถือ และแปลผลดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของชาวเชียงใหม่และแจ้งเตือนประชาชนในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศเป็นรายชั่วโมง ทั้งนี้จะแจ้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันเหตุการณ์ โดยทั้งหมดนี้อาศัยข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศในการสื่อสารและส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชน เพื่อให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการลดการเผาขยะ และช่วยกันสอดส่องและเฝ้าระวังชุมชนของตัวเอง


................................................................................

ข่าวโดย หน่วยประชาสัมพันธ์ และบริการวิชาการ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ข้อมูลโดย : ประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ
แกลลอรี่