รักแต่ไม่ป้องกัน ระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

7 มีนาคม 2568

คณะแพทยศาสตร์

รักแต่ไม่ป้องกัน ระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นกลุ่มโรคที่แพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย
• เอชไอวี (HIV): ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาจนำไปสู่โรคเอดส์ (AIDS)
• เอชพีวี (HPV): อาจทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอ
• ซิฟิลิส (Syphilis): ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ และอาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและระบบประสาทหากมีการติดเชื้อระยะลุกลาม และหากตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้
• หนองในแท้ (Gonorrhea) และ หนองในเทียม (Chlamydia) : ทำให้เกิดตกขาวผิดปกติ ปวดท้อง อุ้งเชิงกรานอักเสบ และอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมาได้
• เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) : มีตุ่มน้ำใส มีอาการแสบมากและสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
• พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis): ทำให้ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
• ไวรัสตับอักเสบบีและซี (Hepatitis B & C) : อาจทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและมะเร็งตับ
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
• ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
• ฉีดวัคซีนป้องกัน เช่น วัคซีน HPV และไวรัสตับอักเสบบี
• ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การใช้สารเสพติด
• ใช้ยา PrEP และ PEP สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV

เมื่อสงสัยว่าติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรทำอย่างไร?
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่น ตกขาวผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีตุ่มแผลที่อวัยวะเพศ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที
การตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์ ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยขึ้นหากมีพฤติกรรมเสี่ยง
การฉีดวัคซีน
• รับวัคซีนป้องกัน HPV เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกและหูดที่อวัยวะเพศ
• รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากเลือดและเพศสัมพันธ์
การตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากมีพฤติกรรมเสี่ยง หากตรวจพบเชื้อ ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็วและแจ้งคู่นอนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
– หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะสุขภาพทางเพศ
– หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
การใช้ยาป้องกันล่วงหน้า (PrEP) และหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) HIV
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ ควรรับยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ HIV (PrEP) ตามคำแนะนำของแพทย์ หรือหากสงสัยว่ามีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ควรรับยา PEP ภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ
การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ
– ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวิธีการป้องกัน
– ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ


พฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
• การมีคู่นอนหลายคน
• การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
• การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ก่อนมีเพศสัมพันธ์
• การมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดบาดแผล
• การไม่ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ


การตรวจโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง
ผู้ที่ใช้ PrEP ควรตรวจทุก 3-6 เดือน


การตรวจที่แนะนำ
• ตรวจ HIV ด้วยวิธี Rapid Test หรือ PCR
• ตรวจซิฟิลิสด้วยการทดสอบ RPR หรือ VDRL
• ตรวจหนองในและหนองในเทียมโดยการเพาะเชื้อจากปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่ง
• ตรวจ HPV ด้วย HPV DNA test สำหรับผู้หญิง
• ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซีโดยการตรวจเลือด


สถานที่ตรวจ :
โรงพยาบาล คลินิกสุขภาพทางเพศ และคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สามารถใช้บริการตรวจฟรีในบางโครงการของภาครัฐ


การปฏิบัติตัวหลังตรวจ
หากพบว่าติดเชื้อ ควรเข้ารับการรักษาทันทีและแจ้งคู่นอน หากผลเป็นลบ ควรปฏิบัติตามแนวทางป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต


การรักษาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
• ซิฟิลิส : รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ (Penicillin) แต่สามารถติดเชื้อใหม่ได้
• หนองในแท้และหนองในเทียม : ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น Ceftriaxone และ Azithromycin หรือ Doxycyclin
• พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis): ใช้ยา Metronidazole
• เริม : ควบคุมอาการด้วยยา Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir แต่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้
• เอชไอวี (HIV) : ใช้ยาต้านไวรัส (ART) เพื่อควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย
• เอชพีวี (HPV) : ไม่มีวิธีรักษาไวรัสโดยตรง แต่สามารถป้องกันด้วยวัคซีนและรักษาหูดที่อวัยวะเพศได้
• ไวรัสตับอักเสบบีและซี : ไวรัสตับอักเสบบีสามารถควบคุมได้ด้วยยา แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนไวรัสตับอักเสบซีสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาต้านไวรัส


แนวทางปฏิบัติหลังการรักษา
• รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบถ้วน
• หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์
• แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน
• ติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์กำหนด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถป้องกันได้ด้วยความรู้และพฤติกรรมที่ปลอดภัย หากสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเร็ว เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อ.พญ. รัฐิญา เพียรพิเศษ อาจารย์หน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กรงานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แกลลอรี่